Five Product Levels

อยากขายดีต้องรู้! Five Product Levels

Five Product Levels โดย Philip Kotler หนังสือของเขาชื่อ Marketing Management ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1967

อยากขายดีต้องรู้! Five Product Levels

Philip Kotler นักการตลาดชื่อดัง ได้นำเสนอแนวคิด Five Product Levels หรือ 5 ระดับของสินค้า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเพียงคุณสมบัติพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณค่าเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลายระดับ

ก่อนที่จะเข้าใจแนวคิด Five Product Levels ของ Philip Kotler สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจนิยามของคำว่า “สินค้า” (Product) ตามแนวคิดของเขาเสียก่อน มิฉะนั้น อาจเกิดความเข้าใจผิดว่า เฉพาะสินค้าที่จับต้องได้เท่านั้นที่เป็นสินค้าหลัก ในขณะที่บริการเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม

แต่สำหรับ Kotler สินค้าไม่ได้หมายถึงแค่สิ่งของที่จับต้องได้ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับ โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ความคาดหวังในประโยชน์ที่จะได้รับ (Psychological Expectation)
  • ความพึงพอใจที่ได้รับจากสินค้า (Emotional Association)
  • ความคาดหวังจากประสบการณ์ที่เคยได้รับ (Perceptual Aspiration)

ด้วยเหตุนี้ Kotler จึงให้นิยามว่า “สินค้า” คืออะไรก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ บริการ หรือแม้แต่ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ เช่น ร้านค้าปลีก หรือหน่วยบริการลูกค้าก็ถือเป็น “สินค้า” ได้เช่นกัน

Kotler ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 5 ระดับ โดยใช้ “คุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับ” เป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับ โดยแนวคิดนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าการสร้างคุณค่าให้กับสินค้าจะส่งผลต่อ ความพึงพอใจของลูกค้าและการตัดสินใจซื้อ

ลูกค้ามักเลือกซื้อสินค้าที่พวกเขามองว่ามี คุณค่าคุ้มค่ากับราคา หากสินค้า ตรงหรือเกินกว่าความคาดหวัง ลูกค้าก็จะรู้สึกพึงพอใจ แต่หาก ต่ำกว่าความคาดหวัง ก็อาจเกิดความผิดหวังและส่งผลต่อความภักดีต่อแบรนด์

ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้ขายต้องพิจารณาคุณค่าของสินค้าในทุกระดับ ตั้งแต่ แก่นหลักของสินค้าไปจนถึงองค์ประกอบเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้านั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์

ความหมายของ “สินค้า” ตามแนวคิดของ Philip Kotler และหลักการ Five Product Levels

1. Core Benefit (ประโยชน์คุณค่าหลักของสินค้า)

  • สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากสินค้าโดยแท้จริง
  • เช่น การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งคือ ประโยชน์หลักของรถยนต์

2. Generic Product (คุณสมบัติทั่วไปของสินค้า)

  • คุณสมบัติพื้นฐานของสินค้าที่ตอบสนองประโยชน์หลัก
  • เช่น รถยนต์ต้องมีล้อ เครื่องยนต์ และพวงมาลัย

3. Expected Product (สิ่งคาดหวังเพิ่มขึ้นของสินค้า)

  • สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังว่าสินค้าควรมี
  • เช่น รถยนต์ควรมี ที่นั่งสบาย, ระบบแอร์, ระบบความปลอดภัย

4. Augmented Product (คุณค่าที่ถูกเสริมเข้าไปในสินค้า)

  • สิ่งที่ทำให้สินค้าของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง
  • เช่น การรับประกันนานขึ้น, บริการหลังการขาย, ระบบ AI ในรถยนต์

5. Potential Product (นวัตกรรมสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต)

  • การพัฒนาในอนาคตเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า
  • เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, เทคโนโลยีพลังงานสะอาด

Kotler’s model ช่วยให้ธุรกิจสามารถ ออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้

เราลองนำแนวคิด Five Product Levels มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ “ผ้าปูที่นอน” กันดูนะครับเพื่อให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าการพัฒนาสินค้าในแต่ละระดับสามารถช่วยสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร

1. Core Benefit (ประโยชน์คุณค่าหลักของสินค้า)

นี่คือ คุณค่าหลัก ที่ลูกค้าได้รับจากสินค้า สำหรับผ้าปูที่นอน

  • ลูกค้าซื้อผ้าปูที่นอนเพราะต้องการ ความสบายและความสะอาด ในการนอนหลับ
  • ต้องการ ปกป้องที่นอนจากฝุ่นและสิ่งสกปรก

2. Generic Product (คุณสมบัติทั่วไปของสินค้า)

สินค้าที่มีคุณสมบัติพื้นฐานเพื่อตอบสนอง Core Benefit สำหรับผ้าปูที่นอน

  • ผ้าปูที่นอนทำจาก ผ้าฝ้าย, ไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าซาติน
  • มี ขนาดมาตรฐาน เช่น 3.5 ฟุต, 5 ฟุต, 6 ฟุต
  • มี ยางยืดรัดมุม เพื่อให้คลุมที่นอนแน่น

3. Expected Product (สิ่งคาดหวังเพิ่มขึ้นของสินค้า)

สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังว่าสินค้าควรมีตามมาตรฐาน สำหรับผ้าปูที่นอน

  • เนื้อผ้านุ่ม ไม่ระคายเคืองผิว
  • ซักง่าย ไม่เป็นขุย ไม่หดตัว
  • มี สีสันและลวดลายสวยงาม
  • วัสดุระบายอากาศดี ไม่ร้อนอบอ้าว

4. Augmented Product (คุณค่าที่ถูกเสริมเข้าไปในสินค้า)

จุดที่ทำให้สินค้า โดดเด่นเหนือคู่แข่ง สำหรับผ้าปูที่นอน

  • เทคโนโลยีกันไรฝุ่นและแบคทีเรีย เหมาะสำหรับคนเป็นภูมิแพ้
  • ผ้าเย็น CoolTech™ ระบายความร้อน เหมาะกับอากาศร้อน
  • บริการสั่งตัดขนาดพิเศษ สำหรับที่นอนเฉพาะทาง
  • รับประกันคุณภาพ 3 ปี หากซีดจางหรือยืดผิดรูปสามารถเปลี่ยนได้
  • จัดเซ็ตพร้อมปลอกหมอน ปลอกผ้านวม ในราคาพิเศษ

5. Potential Product (นวัตกรรมสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต)

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ในอนาคต สำหรับผ้าปูที่นอน

  • ผ้าปูที่นอนอัจฉริยะ (Smart Bedsheet) ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้เอง
  • ผ้าที่เปลี่ยนสีตามอุณหภูมิห้อง สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย
  • ผ้าปูที่นอนเคลือบกลิ่นหอมอโรมาเธอราพี ช่วยให้หลับสนิท
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาซักผ้า ผ่านแอปพลิเคชัน

Five Product Levels ของ Philip Kotler ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่า สินค้าไม่ได้มีแค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสร้างคุณค่าเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครบทุกระดับ

การนำไปใช้กับธุรกิจผ้าปูที่นอน

  • Core Benefit ความสบาย และ ความสะอาด
  • Generic Product เนื้อผ้าดี ขนาดมาตรฐาน
  • Expected Product นุ่ม ซักง่าย ไม่หดตัว
  • Augmented Product เทคโนโลยีกันไรฝุ่น รับประกันคุณภาพ
  • Potential Product ผ้าปูอัจฉริยะ เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิ

หากธุรกิจสามารถพัฒนา จากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ได้ ก็จะสามารถสร้าง จุดขายที่แตกต่าง และ ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำในตลาดได้อย่างยั่งยืน

เป็นยังไงกันบ้างครับ ผมหวังว่าบทความเรื่อง Five Product Levels จะมีประโยชน์สำหรับคนที่คิดกำลังจะสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมาใหม่นะครับ

พี่ต๊ะ ทรงชัย #เปิดกระโหลกสร้างเงินล้าน

Similar Posts